วันพฤหัสบดีที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

อารยธรรมเมารี


อารยธรรมเมารี

การตั้งถิ่นฐานของพวกเมารีในยุคแรก
        เมารีเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่เป็นชนพื้นเมืง
ที่อพยพเข้ามาอยู่ในประเทศนิวซีแลนด์ เมารีในนิวซีแลนด์ ตามสรีระวิทยา ภาษา และวัฒนธรรมแล้วจัดได้ว่าเป็นพวกหนึ่งของกลุ่มโปลินิเชียน ซึ่งได้เข้าครอบครองส่วนใต้ของหมู่เกาะโปลินิเชียนรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่กินบริเวรทางตอนเหนือถึงหมู่เกาะฮาวายไปจนสุดเกาะฮีสเตอร์ ซึ่งเชื่อกันว่าเผ่าเมารีนั้นมาจากตาฮิติ ได้เดินทางมาถึงประเทศนิวซีแลนด์ทางเกาะคุก การเข้ามาตั้งถิ่นฐานครั้งนี้มีหลักฐานปรากฎมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 6 มีนักประวัติศาสตร์กลุ่มหนึ่งได้ถกเถียงกันว่า เมารีได้เข้ามาสู่เกาะนิวซีแลนด์ มิใช่ว่าเข้ามาสำรวจอย่างมีแผนการ แต่เป็นโดยความบังเอิญมากกว่า ชาวเมารีเรียกหมู่เกาะนิวซีแลนด์นี้เป็นภาษาเมารีว่า Aotearoa ซึ่งแปลว่า ดินแดนแห่งเมฆขาวที่ยาวไกล
        บรรพบุรุษของชาวเมารีได้เดินทางจากการสำรวจกระแสน้ำในมหาสมุทร ทิศทางลม และดวงดาว จากนั้นมีการสร้างเรือแคนูที่เรียกว่า วากาบรรทุกสุนัข หนู เผือก และ มันเทศลงเรือ เพื่อมุ่งหน้ามายังเกาะเหนือและเกาะใต้ของนิวซีแลนด์เมื่อราว ค.ศ. 800 ซึ่งที่นี่เป็นดินแดนสุดท้ายที่ชาวโพลินีเซียได้ค้นพบและเข้าครอบครอง อีกทั้งยังเป็นดินแดนที่กว้างใหญ่ที่สุดเท่าที่พวกเขาเคยครอบครอง โดยพวกเขาอาศัยรวมกันเป็นเผ่าซึ่งแบ่งออกเป็นกลุ่มย่อยๆ        แต่เดิมมีการดำรงชีพโดยการเก็บของป่าและล่าสัตว์ เช่น แมวน้ำ และนกยักษ์ที่มีชื่อโมอา (Moa) มีการตกปลา ยิงนก และหาหอย อีกทั้งเมารียังมีความชำนาญในการแกะสลัก และการต่อเรือ ต่อมาเมื่อนกโมอาและนกบินไม่ได้ขนาดใหญ่ชนิดอื่นๆสูญพันธุ์ไปจนหมดเมื่อราว 600 ปีก่อน ทำให้ชาวเมารีหันมาเพาะปลูกและทำกสิกรรม แต่ในขณะเดียวกันการที่ปริมาณอาหารลดน้อยลงก็ทำให้เผ่าต่าง ๆ เริ่มทำสงครามต่อสู้แย่งชิงทรัพยากรกันมากขึ้น จนแต่ละหมู่บ้านต้องสร้างป้อมค่ายล้อมรอบเพื่อป้องกันการโจมตีจากฝ่ายตรงข้าม 

       
         เนื่องด้วยสังคมที่มีการจัดระเบียบและการป้องกันอย่างเข้มแข็งนี้เอง ที่มีส่วนช่วยในการคุ้มกันชาวเมารีในช่วงที่ชาวผิวขาวเริ่มอพยพเข้าสู่นิวซีแลนด์ในค.ศ. 1820 โดยชาวเมารีจำนวนมากได้รับการศึกษาและรู้จักฝึกฝนใช้อาวุธปืนแบบชาวผิวขาว และต่อมาดินแดนริมฝั่งทะเล ที่ชาวเมารีเคยครอบครองถูกซื้อ โดยมีการแลกเปลี่ยนกับอาวุธ สิ่งของเครื่องใช้ จากชาวผิวขาว และเมื่อชาวเมารี มีอาวุธที่ทันสมัยในการครอบครอง ก็ ทำให้เมารีต่างเผ่า หันมาทำสงครามกันเอง อย่างต่อเนื่อง  จนประชากรเมารีลดน้อยลง อย่างน่าใจหาย  ประกอบกับในปีค.ศ. 1840 ได้มีเชื้อโรค จากชาวผิวขาว โดยเฉพาะหวัด และกามโรคเข้ามา เนื่องจากขาดภูมิคุ้มกันทำให้เชื้อโรคเหล่านี้คร่าชีวิตชาวเมารี ทั้งชายและหญิง ไปเป็นจำนวนมาก              หลังจากที่ดินแดนแห่งนี้กลายเป็นอาณานิคมของอังกฤษ  กัปตันวิลเลียม ฮอบสัน (William Hobson) เข้ามาดูแล และได้เจรจาเกลี้ยกล่อม ให้หัวหน้าเผ่าเมารี 45 คน ในเวลานั้น มาทำสัญญาสงบศึกกันที่ "ไวตังกิ" (Waitangi) เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1840  ซึ่งปัจจุบันถือเป็น "วันชาติของนิวซีแลนด์" (Waitangi Day) โดยสนธิสัญญาไวตังกินี้ นอกจากจะเป็นการสงบศึก ระหว่างเมารีต่างเผ่าแล้ว ยังเป็นการพยายาม ขจัดข้อขัดแย้งระหว่างเมารี กับชนผิวขาวที่เกิดขึ้นอีกด้วย  สนธิสัญญาฉบับนี้ถือเป็นการรับทราบในกรรมสิทธิ์ที่ดินของชาวเมารีโดยแลกกับการที่ชาวเมารีจะยอมรับอำนาจอธิปไตยของอังกฤษ ทว่าสนธิสัญญาดังกล่าวมักถูกละเมิดโดยฝ่ายผู้อพยพชาวผิวขาวที่เข้ามาบุกรุกที่ดินของชาวเมารีเสมอ
ความขัดแย้งได้ขยายความรุนแรงขึ้นในพื้นที่ของเกาะเหนือของนิวซีแลนด์จนกลายเป็นสงครามต่อต้านชนต่างชาติบนเกาะเหนือ ที่เริ่มขึ้นตั้งแต่ ปีค.ศ. 1845 โดยพวกเมารีได้ยกพลเข้าต่อสู้กับผู้รุกรานชาวผิวขาวอย่างดุเดือด ถึงแม้ชาวผิวขาวจะมีอาวุธที่ทันสมัย แต่ด้วยความเชี่ยวชาญในการทำสงครามกองโจร ทั้งยังรู้จักการสร้างป้อมค่ายตั้งรับข้าศึก และเมื่อถูกชาวผิวขาวยิงปืนใหญ่เข้าถล่ม พวกนักรบเมารีก็จะหลบลงไปซ่อนในหลุมที่ขุดเตรียมไว้ ก่อนจะกรูกันออกมาโจมตีเมื่อได้โอกาส ความขัดแย้งนี้ ก็ยังคงมีอยู่ จนถึงปี ค.ศ.1872 และจบลงด้วยความพ่ายแพ้ ของชาวเมารี ซึ่งมีทั้งกำลังคน และกำลังอาวุธที่น้อยกว่า

            เนื่องจากชนผิวขาว ที่อพยพเข้าสู่นิวซีแลนด์ ในช่วงต้นของศตวรรษที่ 20 ล้วนแต่เป็นบุคคลที่รักสงบ และด้วยสภาพธรรมชาติ ที่อุดมสมบูรณ์ ทำให้ชีวิตของชนผิวขาว เริ่มเข้าที่เข้าทาง ชนพื้นเมืองเมารีดั้งเดิม ก็ให้การยอมรับนับถือ เปรียบเสมือนเป็นผู้คนที่ทัดเทียมกัน ความขัดแย้งระหว่างเมารี กับคนขาวจึงค่อย ๆ จางหายไป ประกอบกับการแต่งงานระหว่างคนขาว กับเมารีก็เพิ่มมากขึ้น ทำให้ประชากรเมารีมีจำนวนมากกว่า 400,000 คน และส่งผลให้มีการผสมกลมกลืนทางวัฒนธรรมในบางกลุ่ม ปัจจุบันประชากรเมารี มีอยู่ประมาณร้อยละ 15 ของประชากรทั้งหมด

ในปัจจุบันประชากรส่วนใหญ่ ในนิวซีแลนด์เป็นชาวยุโรป ซึ่งถูกชนเผ่าเมารีเรียกว่า"ปาเคฮา" (Pakeha) โดยชาวอังกฤษ เป็นพวกแรก ๆ ที่เริ่มอพยพ เข้ามาอาศัย และตั้งถิ่นฐานของตนในช่วง 200 ปี ที่ผ่านมา หลังจากนั้น ในช่วงศตวรรษที่แล้ว ชาวจีนเริ่มเข้ามาบุกเบิกในนิวซีแลนด์ ตามมาด้วยสแกนดิเนเวีย เยอรมัน กรีก อิตาลี อย่างต่อเนื่อง ปัจจุบัน นิวซีแลนด์ มีเมืองหลวงชื่อ "กรุงเวลลิงตัน" (Wellington) มีเมืองสำคัญ ๆ อย่าง เมืองโอ๊คแลนด์ หรือ เกาะเหนือ (Auckland) ซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุด ในประเทศ เมืองไครสต์เชิร์ช (Christchourch) เมืองดันเนอดิน (Dunedin) (เกาะใต้)ภาษาที่ใช้เป็นภาษาราชการคือ ภาษาอังกฤษและภาษาเมารี ปกครองรูปแบบประชาธิปไตยระบอบรัฐสภา และแม้ว่าปัจจุบัน นิวซีแลนด์จะมีสถานะ เป็นประเทศเอกราช แต่ยังคงอยู่ในการปกครอง ของเอกภพอังกฤษ โดยมีองค์สมเด็จพระบรมราชินีนาถ แห่งอังกฤษ เป็นประมุขในการปกครอง ระบอบประชาธิปไตย ซึ่งมีนายกรัฐมนตรี เป็นผู้บริหารประเทศ และผู้สำเร็จราชการแทน จากอังกฤษประจำนิวซีแลนด์

ด้านวัฒนธรรมเผ่าเมารี
        คนต่างชาติจะต้องไม่เข้าไปในสถานประกอบพิธีทางศาสนาและพิธีการต่างๆ
Marae ของชาวเมารีโดยไม่ได้รับเชิญก่อนในพิธีในพิธีต่างๆของเผ่าเมารี ฝ่ายชายและฝ่ายหญิงจะนั่งแยกต่าง หากจากกันห้ามรับประทานอาหารใน Marar ชนเผ่าเมารีมีวิธีการต้อนรับ โดยการใช้จมูกแบะหน้าผากจรดกัน เรียกว่า Hongi Haka (ฮากา) คือ การเต้นรำก่อนทำศึกของนักรบเมารี ปัจจุบันหาดูได้ในงานแสดงศิลปวัฒนธรรม และนักรักบี้ทีมชาตินิวซีแลนด์จะเต้นฮากาก่อนแข่งขันกับทีมต่างชาติทุกครั้ง

ประเพณีของชาวเมารี
        ประเพณีของชาวเมารีเป็นแบบเดียวกันกับพวกฮาวาย แต่ปัจจุบันนี้ประเพณีแบนี้นี้ยัง ปฏิบัติกันในหมู่เกาะโซไซตี้ (Society Island) ซึ่งเป็นหมู่เกาะดั้งเดิมของพวกเมารี ตามที่ปรากฏในนิยายปรัมปราว่า วีรบุรุษทางวัฒนธรรมของพวกเมารีชื่อว่า เมาอี (Maoi) ได้แล่นเรือไปจับปลาไกลถึงเกาะเหนือของนิวซีแลนด์ โดยการใช้ขากรรไกรของย่าของเขาทำเป็นเบ็ด และสำหรับชาวฮาวายแล้วพูดกันว่า หัวหน้าคูเป (Kupe) ซึ่งมีผิวสีน้ำตาลเป็นนักผจญภัยแบบเดียวกับโฮเดสซีอุส (Hodesseus) ของกรีกได้กลับมาเล่าให้ประชาชนของตนฟังถึงการเดินทางอันน่าตื่นเต้นว่าได้ ไปค้นพบแหล่งที่จับปลาของพวกเมารีอีกครั้งหนึ่ง       
        หลักฐานทางโบราณคดี เชื่อได้ว่าพวกเมารีตอนต้นๆ ดำเนินชีวิตด้วยวิธีการล่าสัตว์ และการจับปลาเป็นอาหาร พวกเขาได้ชื่อว่าเป็นพวกล่านกเมา ต่อมาเมารีส (
Maoris) เนื่องจากชนเผ่าเมารีชอบที่จะล่านกไม่มีปีกขนาดใหญ่เป็นประจำ ก่อนคริสต์ศตวรรษที่ 14 พวกเมารีเริ่มจะขยับขยายลงมาทางเกาะใต้ เนื่องจากนกเมาเริ่มขาดแคลน พวกเมารีจึงจำเป็นต้องหาอาหารอย่างแร้นแค้น และต้องลงมาอยู่รวมกันในพื้นที่อบอุ่นกว่าเดิมในเกาะเหนือ เพื่อที่จะหาทางเพาะปลูกมันฝรั่งแบบหวาน ซึ่งเรียกเป็นภาษาถิ่นพื้นเมือง คุมารา (Kumara) ได้ง่ายขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม พวกนี้ก็ยังเป้นพวกกึ่งเร่ร่อนอยู่ตามเดิม แบ่งออกเป็นหน่วยสังคมย่อยๆ หลายหน่วย ดำเนินชีวิตอยู่ด้วยการจับนกตามพุ่มไม้เป็นอาหารและจับปลาในแม่น้ำ ทะเลสาบ และทะเล กัปตันคุดได้สำรวจจำนวนของพวกเมารีตามการคาดคะเนของตนว่ามีแค่เพียง 240,000 คนเท่านั้น ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ทางชายฝั่งทางทะเลตอนเหนือของเกาะ
ตำนานเมารี       
         ที่นิวซีแลนด์ธารน้ำแข็งที่มีชื่อเสียงมากที่สุด
2 แห่งภายในเขตอุทยานแห่งชาติเวสต์แลนด์ ได้แก่ธารน้ำแข็งฟรานโจเซฟ (Franz Joseph Glacier) และธารนำ้แข็งฟ็อกซ์
(Fox Glacier)เดิมแล้วชาวเมารีเรียกธารน้ำแข็งฟรานโจเซฟแห่งนี้ว่า คา รอยมาทา โอ ฮีเน ฮูกาเทเร” (Ka Roimata o Hine Hukatere) แปลว่า น้ำตาแห่งสตรีหิมะโดยตามตำนานได้เล่าว่ามีสตรีหิมะผู้หนึ่งชื่อว่า ฮีเน่ ฮูกาเทเร่ชื่นชอบการปีนภูเขามากๆ จึงได้ชวนคนรักของเธอไปด้วยกันแต่เมื่อปีนขึ้นไปจนใกล้จะถึงยอดเขาแล้วนั้น ชายคนรักของเธอก็พลัดตกภูเขาเสียชีวิต ด้วยความเศร้าโศกเสียใจมาก เธอจึงร้องให้ออกมาเสียน้ำตามาก มายมหาศาล ท้ายที่สุดน้ำตามากมายมหาศาลที่ใหลลงจากภูเขานั้นก็กลายเป็นธารน้ำแข็งไปตลอดกาล


วันศุกร์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2560

ของดีๆที่ภาคเหนือ



        ถ้าจะกล่าวถึงบางสิ่งบางอย่างที่นักท่องเที่ยว ต้องการเอากลับบ้านไปด้วยก็คงหนีไม่พ้น "ของฝาก"

และต้องเป็น"ของฝากที่ดี"ด้วย แต่สำหรับในวันนี้เราจะกล่าวถึงของฝากจากภาคเหนือกัน(ปรบมือรัวๆ)

ภาคเหนือถือเป็นอีกหนึ่งที่ ที่มีของฝากดีๆที่ไม่แพ้ภาคอื่นๆในประเทศไทย(หรืออาจจะดีที่สุดก็ได้ อิอิ)

ของดีที่ว่านี้ก็ดันกลายเป็นของฝากที่มีให้เลือกเยอะแยะ เยอะมากจนไม่รู้ว่าจะเอาอะไรดี งั้นเอางี้เราจะ

มาดูกันดีกว่าว่าในภาคเหนือเนี่ยจะมีของฝากแบบไหนกันบ้าง


1.ไม้แกะสลัก

                                          

ของดีที่อยู่คู่คนเหนือมานานแสนนาน มีแหล่งผลิตอยู่หลายแห่งแต่ที่คุ้นๆหูอยู่ก็น่าจะเป็นที่ จ.เชียงใหม่

หรือ จะให้เป็นแหล่งผลิตและกระจายสินค้าที่มากที่สุดในไทยด้วย ก็คือ จ.แพร่ นั้นเองตรงกับคำขวัญ

"หม้อห้อมไม้สัก"จริงๆ

2. ผลิตภัณฑ์จากกระดาษสา

                                         

โอ้โห่....ถ้าให้พูดถึงคงไม่หนีไปจากร่มบ่อสร้างที่ จ.เชียงใหม่หรอก หรือนอกจากร่มแล้วก็มีโคมไฟ

กระดาษ สมุดบันทึก โมบายล์และกระดาษเขียนจดหมาย ซึ่งสวยงามแปลกตาอีกด้วย

3. ของแฮนด์เมด

                                     

ส่วนใหญ่เป็นงานฝีมือของชาวเขาชนเผ่าต่างๆ ทั้งม้ง เย้าและกระเหรี่ยง ซึ่งนำมาตัดเย็บเป็นกระเป๋า กิ๊ฟ 

ติดผม สายรัดผม กำไล เข็มขัด นักท่องเที่ยวสามารถหาซื้อได้ตามถนนคนเดิน ในหลายจังหวัดทางภาค

เหนือ เรียกได้ว่าต้องมีอะน่ะ

4. ของที่ทำจากเซรามิก

                                    

เป็นเครื่องปั้นดินเผาแบบเคลือบที่ได้รับความนิยม มีแหล่งผลิตใหญ่อยู่ที่ จ.ลำปาง ส่วนมากก็จะเป็น

ของใช้ในครัวเช่น จาน ชาม ถ้วยกาแฟ ชุดน้ำชาตะเกียง แจกันฯลฯ ที่มีสีสันและลวดลายที่สวยงาม จน

น่าซื้อหอบกับบ้าน

5. เครื่องเงิน

                                   

แหล่งผลิตใหญ่อยู่ที่ ถ. วัวลาย อ. เมืองเชียงใหม่ และ อ. ปัว จ.น่าน สนนราคาค่อนข้างสูงเพราะของ

เขาดีจริง ผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่เป็นขันน้ำ พานรอง ถาด เข็มขัด มีการดุนลายอย่างประณีงดงาม นอกจาก

นี้ยังมีเครื่องประดับเงินอย่างกำไล ต่างหู แหวนและสร้อยด้วย โอ้โห่ใครที่หลงใหลในเงินนี่ไม่ซื้อไม่ได้

6. ผักและผลไม้เมืองหนาว

                                   

เป็นของฝากขึ้นชื่อของภาคเหนือ(เพราะมันต้องปลูกในที่หนาวๆ) ตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ในช่วงฤดู

หนาว มักจะเห็นมีแผงขายผักและผลไม้เมืองหนาวขายอยู่ทั่ว โดยเฉพาะสตรอว์เบอร์รีซึ่งจะเก็บผลผลิต

ในช่วงเดือน ธ.ค.-ก.พ. ถือเป็นของฝากที่คุ้มค่าแก่เงินที่เสียไป

7. ผ้าทอ


                                       

ในภาคเหนือมีผ้าทอหลายประเภทให้เลือก ทั้งผ้าฝ้าย ผ้าไหมซึ่งส่วนใหญ่จะผลิตในครัวเรือนหรือใน

อุตสาหกรรมขนาดย่อม ปัจจุบันมีการนำมาตัดเย็บให้ดูทันสมัยขึ้นเป็น ผ้าพันคอ ผ้าคลุมไหล่ และของ

ตกแต่งบ้าน ถือเป็นของฝากที่ดูดีเลยก็ว่าได้

8. น้ำพริกหนุ่ม แคบหมู

                                  

เป็นของฝากยอดนิยม และวางขายอยู่ทั่วไปตามภาคเหนือ แคบหมูหรือหนังพองมีให้เลือกสองแบบคือ

แบบติดมันและไม่ติดมัน ส่วนน้ำพริกหนุ่ม บางร้านก็มีให้เลือกแบบเผ็ดมาก และเผ็ดน้อยแล้วแต่ที่คุณจะ

เลือกซื้อและเลือกกิน

9. ชา

                                 

หนอนใบชามันเกาะกินอยู่บนยอดชาเขียว.....ไม่ใช่! มีแหล่งผลิตใหญ่อยู่ที่ดอยแม่สลองจ.เชียงราย พันธุ์

ชาที่ปลูกเป็นชาอู่หลงก้านอ่อนซึ่งมีกลิ่นหอมและรสชาติดี ส่วนที่ อ. เมืองน่าน มีการนำชาอัสสัมหรือ

เมี่ยงซึ่งมีรสชาติดีและมีกลิ่นหอม มาแปรรูปเป็นชาสำเร็จรูปขายด้วยนะจะบอกให้

10. ไส้อั่ว 

                                

มาถึงอันดับสุดท้ายนี้ถ้าพูดเรื่องอาหารการกินแล้ว ใครไม่บอกเมนูนี้ถือว่าเซราะกราวเอามากๆ

(แปลว่าบ้านนอกอะ) ใช่แล้วมันก็คือ "ไส้อั่ว" นี่เอง ไส้อั่วเป็นของฝากยอดนิยม ทำมาจากเนื้อหมูบดใส่

เครื่องเทศก่อนยัดลงไส้หมูแล้วนำไปย่าง มักขายเป็นกิโล บางร้านยังห่อด้วยอะลูมิเนียมฟลอยด์ หรือ

ใบตองเพื่อเก็บความร้อน แหงละถ้าไม่ทำมันก็ไม่อร่อยดิ


เอาละมาถึงจุดนี้เราคงจะรู้กันแล้วละว่าทางภาคเหนือเนี่ย มันมีของแบบไหนบ้างทั้งของกิน ของใช้

สารพัดของกุ๊กกิ๊ก แล้วแต่ที่คุณต้องการ สุดท้ายนี่ผมก็ขอให้พวกคุณสนุก กับการท่องเที่ยวและปลอดภัย

จากการเดินทางรวมถึงการเลือกซื้อของฝากด้วย เพราะในของดีย่อมมีของไม่ดี สุดท้ายนี้ก็ขออีกอย่าง...

ขอให้ซื้อขอฝากมาด้วย 555555+ ล้อเล่น ไปละครับ บายยยยยยยยย